บทที่ 10 ห้องทำงานส่วนตัว

พื้นไม้ปาร์เกต์ขัดเงาสะท้อนเสียงฝีเท้าดังก้องเบาๆ สองข้างทางตกแต่งด้วยภาพวาดพอร์เทรตใส่กรอบหลุยส์สีทองและแจกันกระเบื้องเคลือบใบใหญ่ ความเงียบสงัดของพื้นที่ฝั่งนี้ช่วยให้จังหวะการเต้นของหัวใจที่รัวเร็วค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ เธอเดินตรงไปเรื่อยๆ ซึมซับความสงบที่หาได้ยากในบ้านหลังนี้ จนกระทั่งสุดโถงทางเดิน ปรากฏบานประตูไม้สักแกะสลักลวดลายวิจิตรบรรจงตั้งอยู่

มือบางเอื้อมไปจับลูกบิดทองเหลือง ออกแรงบิดและผลักบานประตูเข้าไป

กลิ่นหอมเฉพาะตัวของกระดาษเก่าผสมผสานกับกลิ่นไม้และเครื่องหนังลอยมากระทบจมูกทันที พื้นที่ด้านในกว้างขวางและมีเพดานสูงโปร่ง ชั้นวางหนังสือไม้สีเข้มตั้งตระหง่านเรียงรายต่อกันเป็นแนวยาวสูงจรดเพดาน หนังสือปกแข็งนับพันเล่มถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบตามหมวดหมู่ มีโซฟาหนังตัวหนานุ่มสีน้ำตาลเข้มตั้งอยู่ตรงมุมห้องพร้อมโคมไฟทองเหลืองสำหรับนั่งอ่านหนังสือ

ปรางปวีร์เดินเข้าไปด้านใน ปล่อยให้บานประตูไม้ปิดลงตามหลัง บรรยากาศในนี้เงียบสงบและตัดขาดจากความวุ่นวายภายนอกอย่างสิ้นเชิง เธอเดินไล่สายตาไปตามสันหนังสือบนชั้น นิ้วเรียวไล้ไปตามปกหนังสือเหล่านั้นอย่างเหม่อลอย มีทั้งสารานุกรม นิยายแปล และตำราธุรกิจเล่มหนา ความตึงเครียดจากการปะทะคารมเมื่อครู่เริ่มเจือจางลงทีละน้อย

หญิงสาวเดินลัดเลาะลึกเข้าไปตามช่องทางเดินระหว่างชั้นหนังสือเรื่อยๆ ราวกับกำลังเดินสำรวจเขาวงกตขนาดย่อม ยิ่งเดินลึกเข้าไป บรรยากาศรอบตัวก็เริ่มเปลี่ยนไป มันดูมิดชิดและมีความเป็นส่วนตัวสูงกว่าโซนอ่านหนังสือด้านนอกมาก

สุดปลายทางเดินของชั้นหนังสือหมวดสุดท้าย ปรางปวีร์ชะงักฝีเท้าเมื่อพบกับประตูไม้บานเดี่ยวอีกบานหนึ่งที่ถูกปิดสนิทไว้

ความสงสัยผลักดันให้หญิงสาววางมือลงบนบานประตู เธอออกแรงผลักมันให้เปิดออกกว้าง

บานพับประตูเปิดออกอย่างเงียบเชียบ เผยให้เห็นภาพด้านในที่ซ่อนตัวอยู่หลังห้องสมุด ตรงกลางห้องคือโต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่

บานพับประตูไม้สักปิดสนิทลงด้านหลังพร้อมกับเสียงดังกริ๊กเบาๆ ปรางปวีร์ปล่อยมือออกจากลูกบิด ปล่อยให้ความเงียบสงัดของห้องแปลกหน้าโอบล้อมตัวเธอเอาไว้ กลิ่นกาแฟคั่วเข้มจางๆ ผสมกับกลิ่นน้ำหอมผู้ชายที่คุ้นเคยลอยอวลอยู่ในอากาศ มันคือกลิ่นประจำตัวของตุลย์ที่เธอมักจะได้กลิ่นทุกครั้งเวลาเขาเดินผ่านหรือยืนปะทะคารมกัน

"นี่มันห้องทำงานส่วนตัวชัดๆ..." เธอพึมพำกับตัวเอง เสียงที่เปล่งออกมาแผ่วเบาราวกับกลัวว่าเจ้าของห้องจะแอบซ่อนตัวอยู่ตามมุมใดมุมหนึ่ง

"เข้ามาลึกขนาดนี้ได้ยังไงเนี่ยปรางเอ๊ย"

หญิงสาวยืนนิ่งอยู่กับที่ กวาดสายตามองความโอ่อ่าของพื้นที่ตรงหน้า โต๊ะทำงานไม้สักตัวใหญ่ตั้งตระหง่านอยู่กลางห้องราวกับบัลลังก์ของผู้กุมอำนาจสูงสุด ทุกอย่างบนนั้นถูกจัดวางอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยจนน่าขนลุก ปากกาหมึกซึมที่วางขนานกับขอบสมุดโน้ต แฟ้มเอกสารที่เรียงซ้อนกันตรงเป๊ะทุกมุม ไม่มีร่องรอยของความไร้ระเบียบเลยแม้แต่นิดเดียว

"คนอะไร จัดของทุกอย่างตั้งฉากเป๊ะขนาดนี้ โรคจิตย้ำคิดย้ำทำหรือไง" เธอพูดพลางก้าวเท้าเข้าไปใกล้อีกนิด

"แต่ก็สมกับเป็นคุณตุลย์ดีล่ะนะ เจ้าระเบียบ บ้าอำนาจ ควบคุมทุกอย่างแม้กระทั่งองศาการวางปากกา"

เธอสูดลมหายใจเข้าลึก ความเย็นฉ่ำจากเครื่องปรับอากาศที่ถูกตั้งอุณหภูมิไว้ต่ำกว่าปกติทำให้ผิวหนังเริ่มมีตุ่มหนังไก่ผุดขึ้นมา ความตระหนักรู้เริ่มก่อตัวขึ้นในสมอง พื้นที่ตรงนี้คืออาณาเขตหวงห้าม เป็นพื้นที่ส่วนตัวที่สุดของผู้ชายที่เพิ่งจะใช้สายตาดุดันมองเธอเมื่อไม่กี่สิบนาทีก่อน หากเขาเดินลงมาเจอเธอที่นี่ เรื่องคงไม่จบแค่การเถียงกันธรรมดาแน่

"แอร์ก็เย็นจัดขนาดนี้ อยู่เข้าไปได้ยังไงกัน" เธอยกแขนทั้งสองข้างขึ้นกอดอก ลูบต้นแขนที่พ้นแขนเสื้อยืดตัวโคร่งออกมาเบาๆ

"รีบออกไปดีกว่า วันนี้วันหยุดอยากอยู่บ้านสบายๆ ขืนหมอนั่นรู้ว่าเราแอบเข้ามาจุ้นจ้านถึงในห้องทำงาน มีหวังโดนข้อหาบุกรุก แล้วโดนด่าจนหูชาแหงๆ"

ปรางปวีร์ตัดสินใจหมุนตัวกลับเตรียมจะเดินออกไปจากห้อง

กริ๊ก!

บานประตูไม้เนื้อแข็งถูกเปิดออกอย่างกะทันหัน ร่างสูงสง่าในชุดสูทสีชาร์โคลก้าวเข้ามา ตุลย์ตั้งใจจะกลับมาสะสางงานก่อนมื้อเที่ยง ทว่าสายตาคมกริบกลับปะทะเข้ากับร่างเล็กที่ยืนอยู่หน้าโต๊ะทำงานของเขา

ปรางปวีร์ยืนแข็งทื่อ เมื่อสบเข้ากับดวงตาคู่นั้น

"คุณตุลย์..." เธอเค้นเสียงเรียก ขาทั้งสองข้างพยายามถอยหลัง แต่แผ่นหลังกลับชนเข้ากับขอบโต๊ะจนไร้หนทางหนี

"เธอเข้ามาทำอะไรในนี้!"

ตุลย์ไม่รอคำอธิบาย ฝ่ามือหนากระชากข้อมือเล็กเข้าหาตัวอย่างแรงจนเธอต้องนิ่วหน้า

"โอ๊ย! ปรางเจ็บนะ!"

"ฉันถามว่าเธอเข้ามาทำอะไร!" เขาตวาดลั่น กระชากร่างบางเข้ามาปะทะแผงอกแกร่ง

"ปรางแค่หลงเข้ามา!"

"หลงเข้ามางั้นเหรอ?" ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ แววตาวาวโรจน์ด้วยความกราดเกรี้ยว

"คฤหาสน์หลังนี้มันซับซ้อนจนเธอต้องเปิดประตูเข้ามาถึงห้องทำงานส่วนตัวของฉันเลยหรือไง ข้ออ้างตื้นๆ ของเธอมันฟังไม่ขึ้น ปรางปวีร์!"

เขาออกแรงผลักร่างบางจนแผ่นหลังกระแทกเข้ากับขอบโต๊ะไม้สักอย่างจัง แฟ้มเอกสารบนโต๊ะหล่นร่วงลงบนพื้น

"คุณตุลย์ ปรางเจ็บ..."

เธอร้องขอเสียงสั่น ทว่าตุลย์กลับกักขังเธอไว้ระหว่างตัวเขากับขอบโต๊ะ มือหนายังตรึงข้อมือแน่น ขณะที่สายตากวาดมองของบนโต๊ะ ความเกลียดชังถูกเติมเชื้อไฟจนลุกโชน ไม่มีใครกล้าเหยียบย่ำกฎเหล็กของเขาถึงเพียงนี้

ตุลย์โน้มใบหน้าลงมาใกล้จนสัมผัสได้ถึงลมหายใจร้อนผ่าว เขากระซิบด้วยน้ำเสียงเยียบเย็น

"ตอบฉันมา... ว่าเธอเข้ามาขโมยอะไร"

"ปล่อยนะ! ปรางไม่ได้มาขโมยอะไรทั้งนั้น!" เธอนิ่วหน้าสะบัดแขนหนี

"เธอคิดว่าฉันโง่พอจะเชื่อข้ออ้างตื้นๆ พวกนี้หรือไง"

"ปรางพูดความจริง คุณลุงบอกว่าปีกซ้ายคือห้องสมุดรวม ปรางไม่รู้ว่ามันมีทางเชื่อมมาถึงนี่ ปรางกำลังจะเดินออก คุณก็เปิดเข้ามาพอดี!"

ทายาทหนุ่มหรี่ตาลง อคติที่ฝังรากลึกทำให้เขาปฏิเสธจะเชื่อคำแก้ตัวใดๆ

"โกหก" เขาตวาดกร้าว ประชิดตัวจนแผงอกแกร่งเบียดชิด

"คนอย่างเธอทำได้ทุกอย่างเพื่อเงินอยู่แล้วนี่ เข้ามาประจบประแจงปอกลอกพ่อฉันยังไม่สะใจ ถึงขั้นลักลอบมาสอดแนมหาข้อมูลไปขายให้คู่แข่งเลยงั้นสิ!"

บทก่อนหน้า
บทถัดไป